โลโก้แบรนด์กีฬาดัง ดีไซน์แบบนี้มีที่มาจากอะไร?
โดย : JINFEB

โลโก้ที่ดีต้องสร้างการจดจำและตีความได้
💬 กว่าจะมาเป็นโลโก้แบรนด์ดังที่กลายเป็นภาพจำสำหรับใครต่อใครมากมาย เพียงแค่เห็นโลโก้เหล่านี้ก็ล้วนจำได้ว่าคือแบรนด์อะไรกันเสียส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ใช่ใครก็ทำได้ ว่าแต่เพื่อน ๆ รู้ไหมกว่าแต่ละแบรนด์เขาจะคิดและรังสรรค์โลโก้ประจำแบรนด์ออกมาได้มีที่มาจากอะไรและทำไมถึงต้องเป็นแบบนั้น พร้อมแล้วก็ตามมาไขคำตอบด้วยกันเลย~
Nike
ขอประเดิมด้วยแบรนด์แรกอย่าง Nike ที่ก่อตั้งในปี 1964 โดยชายหนุ่มสองคน คือ Bill Bowerman โค้ชกีฬาของมหาวิทยาลัยโอเรกอน และ Phil Knight ลูกศิษย์ของเขาเอง เปิดตัวรองเท้ายี่ห้อ Nike ในปี 1972 ซึ่งปัจจุบันมีสาขาไปมากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก
ที่ว้าวมากเลย คือ รายได้ทั่วโลกล่าสุดในปี 2023 ของ Nike อยู่ที่ 51.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือถ้าเทียบเป็นเงินบาทไทยจะได้ราว ๆ 1.79 ล้านล้านบาทเลยทีเดียวเชียว!
มาดูในส่วนของโลโก้กัน จะมีลักษณะคล้ายกับบูมเมอแรง ได้แรงบันดาลใจมาจากปีกของเทพีไนกี้ ซึ่งแสดงออกถึงการเคลื่อนไหว, ความว่องไวและการเป็นผู้ชนะ ปิดท้ายด้วยการคาดทับปีกนั้นด้วยชื่อแบรนด์อย่าง Nike เปิดตัวพร้อมกับแบรนด์ Nike เป็นครั้งแรกในปี 1971
โลโก้ Nike เวอร์ชันปัจจุบันถูกดีไซน์ใหม่ในปี 1995 (เอาคำว่า Nike ออก และถมสีดำเข้าไปในโลโก้) ที่น่าจับตามองอีกอย่างหนึ่งเลย คือ มูลค่าของ Swoosh (สวูช) โลโก้ของ Nike ที่ตอนนี้ถูกตีราคาไว้สูงถึง 5 แสนล้านบาท! จากราคาตั้งต้นแค่หลักพัน
Adidas
มี Nike แล้วจะขาดแบรนด์ดังอย่าง Adidas ไปไม่ได้~ Adidas ก่อตั้งในปี 1920 โดยสองพี่น้องอย่าง Adolf Dassler และ Rudolf Dassler แต่หลังจากทั้งสองมีเรื่องหมางใจกันและตัว Rudolf Dassler ถูกเรียกให้กลับไปประจำการกองทัพในปี 1948 ซึ่งสาเหตุนี้เองหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็เลยมีเพียงแค่ Adolf Dassler เพียงคนเดียวที่ยังอยู่คู่กับ Adidas
ถึงแม้จะเหลือเพียงคนเดียวแต่ก็มีการพัฒนาและมีสินค้าออกมาหลายอย่างมาก ลองมาดูรายได้ทั่วโลกล่าสุดในปี 2023 ของ Adidas จะอยู่ที่ 2.14 หมื่นล้านยูโร หรือถ้าเทียบเป็นเงินบาทไทยจะได้ราว ๆ 8.34 แสนล้านบาท คือ เยอะมาก!
มองดูโลโก้ของ Adidas มีทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน คือ
- “The Triangle” หรือ “Adidas Performance” โลโก้หลักของทางแบรนด์ ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1997 มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมคล้ายภูเขา สื่อให้เห็นถึงความท้าทายที่นักกีฬาต้องพบเจอก่อนที่จะไปถึงเป้าหมาย ซึ่งโลโก้นี้จะเป็นโลโก้ของสินค้าที่เน้นไปทางด้านกีฬา
- “Adidas Original” หรือ “The Trefoil” โลโก้นี้เริ่มขึ้นมาในปี 1971 ใช้กับคอลเลคชันเสื้อผ้า หรือแฟชั่นต่าง ๆ ตัวโลโก้มีลักษณะคล้ายใบไม้ 3 ใบ ซึ่งได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการในงาน Munich Olympics ในช่วงปี 1972 นั่นเอง
- “Adidas NEO” เป็นโลโก้ที่เพิ่มขึ้นมาทีหลังในปี 2002 ภายใต้คอนเซปต์ “Live Your Style” ใช้กับเสื้อผ้าวัยรุ่น ที่มีความสนุกสนาน, สดใสร่าเริงและดูทันสมัย
- “Adidas Silver” โลโก้ที่ถูกเพิ่มขึ้นมาในช่วงปี 1949 เป็นโลโก้ที่ใช้กับสินค้าราคาสูงหรือสินค้ากลุ่ม High End
Converse
มาต่อกันที่แบรนด์ที่ครองใจวัยรุ่นตั้งแต่ยุคเก๋ามาจนถึงปัจจุบันนี้อย่าง Converse ที่ก่อตั้งในปี 1917 โดย Marquis Mills Converse แต่รู้กันไหมว่าเดิมทีแบรนด์นี้เขาเริ่มต้นมาจากรองเท้ายางและหลังจากนั้นก็ค่อย ๆ มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนเป็นอย่างทุกวันนี้
ฮิตตลอดกาลขนาดนี้ รายได้ทั่วโลกก็คือพุ่งมาก อย่างล่าสุดในปี 2023 ของ Converse อยู่ที่ 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือถ้าเทียบเป็นเงินบาทไทยจะได้ราว ๆ 84 ล้านบาท ไม่แปลกใจเลย~
ซึ่งแบรนด์นี้มีโลโก้มาจากความนิยมของรองเท้ารุ่น All Star ทำให้ทาง Converse เลือกเอารูปดาวขึ้นมาเป็นตัวตนของแบรนด์ในปี 1962 ซึ่งไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนหรือผ่านไปนานแค่ไหนก็จะยังคงเห็นรูปดาวนี้ถูกใช้มาโดยตลอด ซึ่งรูปดาว 5 แฉก หมายถึง ความสุดยอดและคุณภาพสูง
ส่วนโลโก้แบบใหม่ที่มีลูกศรชี้ไปทางขวาสื่อถึงการก้าวต่อไปข้างหน้า
ที่สำคัญโลโก้นี้คือภาพลักษณ์ความเป็นขบถ ที่ตรงกับความหมายของคำว่า Converse (ตรงข้าม) และยังไปพ้องกับชื่อสกุลของผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง Marquis Mills Converse อีกด้วยเช่นกัน
Puma
ไปต่อให้ไวไม่หยุดกับแบรนด์ Puma ที่ก่อตั้งในปี 1924 โดย Rudolf Dassler ที่ซึมซับทักษะในการทำรองเท้ามาจากพ่อของเขาในตอนเด็ก ตัวเขาเองก็ได้มองเห็น Pain Point ของการขาดรองเท้าที่เหมาะสมกับกีฬาแต่ละประเภท นับตั้งแต่นั้นมาเลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาในการผลิตและพัฒนารองเท้าแบรนด์ Puma อยู่เรื่อย ๆ
แม้จะหมางใจกันกับพี่น้อง จนต้องแยกออกมาทำแบรนด์ของตัวเอง แต่ทุกคนดูสิ รายได้ทั่วโลกคือไม่แพ้แบรนด์อื่นเลย อย่างล่าสุดในปี 2023 ของ Puma อยู่ที่ 2.31 พันล้านยูโร หรือถ้าเทียบเป็นเงินบาทไทยจะได้ราว ๆ 88 ล้านบาท ถือว่าดีมากเลยเชียว
แน่นอนว่าตัวโลโก้เองก็ได้เริ่มต้นมีมาตั้งแต่ช่วงปี 1948 จากตอนแรกโลโก้เป็นเจ้าเสือพูม่ากระโดดเข้าหาตัว D มีที่มาจากนามสกุลของผู้ก่อตั้งอย่าง Rudolf Dassler
ซึ่งภายหลังก็ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นโลโก้รูปเสือพูม่าที่กระโดดอยู่บนคำว่า PUMA อย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบันนั่นเอง
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ที่โลโก้ของแบรนด์ต้องมีรูปเสือพูม่าหรือสิงโตภูเขานั่นก็เป็นเพราะว่าต้องการจะสื่อถึงความปราดเปรียว, ว่องไว, แข็งแกร่งและน่าเกรงขาม เปรียบเสมือนกับนักกีฬาทั้งหลายที่ต้องใช้ความปราดเปรียวว่องไว, แข็งแกร่งแต่ในขณะเดียวกันก็มีความน่าเกรงขามอยู่ด้วยเหมือนกัน
Mizuno
มาถึงแบรนด์ดังสัญชาติญี่ปุ่นกับ Mizuno ที่ก่อตั้งในปี 1906 โดย Rihachi Mizuno และน้องชายของเธอ ที่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศและหลงใหลในกีฬาเบสบอลจนทำให้อยากกลับมาพัฒนาอุปกรณ์กีฬาต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเทคโนโลยีจัดว่าเป็นกุญแจชิ้นสำคัญของแบรนด์นี้เลย เพราะ ทำสินค้าแต่ละอย่างต้องตอบโจทย์และออกมาดีที่สุด
ไหนดูสิ้ Mizuno จะกวาดรายได้ทั่วโลกไปได้มากแค่ไหนกัน~ อย่างล่าสุดในปี 2023 ของ Mizuno อยู่ที่ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือถ้าเทียบเป็นเงินบาทไทยจะได้ราว ๆ 52 ล้านบาท ซึ่งพอเทียบกับแบรนด์อื่นที่เราเลือกมาแล้วก็จัดว่าน้อยกว่าอยู่ แบบนี้เห็นทีต้องรีบตีตื้นตามกันขึ้นมาแล้ว!
ที่แรกเริ่มเดิมทีเนี่ยเขามีโลโก้เป็นเพียงกรอบสี่เหลี่ยมและข้างในก็ยังคงเป็นสี่เหลี่ยมถูกแบ่งครึ่งอีก
ต่อมาในช่วงราวปี 1980 ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนโลโก้มาเป็นอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ นั่นก็คือ โลโก้รูปนกบินอยู่เหนือชื่อแบรนด์ MIZUNO ซึ่งสื่อถึงความเชื่อตามหลักแนวคิดของญี่ปุ่นว่า “การเล่นกีฬาไม่มีขีดจำกัด”
หากเรามาแยกเป็นคำแต่ละคำ Run หมายถึง สุขภาพและกีฬา, Bird เป็นสัญลักษณ์ของความอิสระและไร้ขอบเขต พอเอามารวมกันแล้วคือสื่อถึงการขยายที่ไร้ขอบเขตและความมีชีวิตชีวาของกีฬา ไหนจะพ่วงมาด้วยความเร็ว, ความรู้สึกแข็งแกร่ง, ความอ่อนโยนและความยืดหยุ่น อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยสะท้อนการปรับปรุงความรู้สึกในการออกกำลังกายที่ดีขึ้น ช่วยรักษารูปร่างของเท้า, เพิ่มความทนทานและให้พลังงานกับรองเท้าอีกด้วย
Reebok
มาถึงแบรนด์ดังเจ้าสุดท้าย คือ Reebok ที่ก่อตั้งในปี 1958 โดย Joe Foster และ Jeff Foster ที่เคยได้คลุกคลีและทำธุรกิจรองเท้ามาก่อนหน้านี้ ในตอนแรกก็มาพร้อมกับโลโก้ดั้งเดิมที่แสนเรียบง่าย มีเส้นหยึกหยักแทรกกลางมาระหว่างชื่อแบรนด์เพียงเท่านั้นเอง
เกือบหลับแต่กลับมาได้ของจริง! ก็ดูสิมีอยู่ช่วงนึงที่รายได้ของ Reebok ตกลงแบบน่าใจหาย ลดลงไปเกือบ 50% แต่หลังจากนั้นเขาก็พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสจนได้มาครองตลาดสนีกเกอร์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาเลย มาดูกันที่รายได้ทั่วโลกล่าสุดในปี 2023 ของ Reebok อยู่ที่ 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือถ้าเทียบเป็นเงินบาทไทยจะได้ราว ๆ 8 หมื่นล้านบาท ทำถึงทำเกินคุณน้า!
พอมาถึงในช่วงปี 1986 ทางแบรนด์ได้ปรับเปลี่ยนโลโก้มาเป็น ชื่อแบรนด์ที่มาพร้อมกับสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมหรือเดลต้าห้อยไว้ตอนท้าย ซึ่งเป็นเส้นสีแดงเท่ากัน 3 เส้น มาประกอบกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม มีความหมายสื่อถึงผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดจากความสำเร็จในการออกกำลังกาย
เห็นกันไหมว่ากว่าแต่ละแบรนด์จะมีชื่อเสียงและมีโลโก้ที่เป็นภาพจำไปทั่วโลกกันได้อย่างทุกวันนี้มันไม่เคยง่ายเลย และแต่ละโลโก้ก็ต้องมีความหมายหรือสิ่งที่ต้องการให้คนจดจำได้ดีอีกด้วย มารอดูกันต่อไปว่าในครั้งหน้าเราจะหยิบเอาโลโก้แบรนด์ไหนมาเล่าให้ฟังอีก~
👇🏻อ่านบทความที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ได้ที่นี่👇🏻
โดย JINFEB
🍀💜